ย้อนรอยพฤติกรรมความคิดของผู้สูงวัย

Print
PDF

ปราโมทย์ ประสาทกุล
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

เสาร์หนึ่ง กลางเดือนสิงหาคม 2558 เพื่อนร่วมรุ่นที่เข้ามหาวิทยาลัยพร้อมกันในปี 2509 นัดไปรับประทานอาหารฉลองวันเกิดให้เพื่อน 2-3 คน ที่เกิดในเดือนนี้ 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ พวกเรามักนัดชุมนุมกันตอนกลางวัน เพราะไม่สะดวกที่จะกลับบ้านตอนกลางคืน คนที่เข้ามหาวิทยาลัยตั้งแต่เมื่อ 49 ปีมาแล้ว ย่อมสบายใจกว่าที่จะเดินทางกลับบ้านในขณะพระอาทิตย์ยังไม่ตกดินเพื่อนๆ ไปร่วมงานกันราว 30 คน พวกเราจองห้องเฉพาะ เพื่อความเป็นส่วนตัว แม้จะจบมหาวิทยาลัยมานานกว่าสี่ทศวรรษมาแล้ว ก็ใช่ว่าพวกเราจะสงบเสงี่ยม การรวมกลุ่มกันในห้องแยกต่างหากจะทำให้พวกเราสนุกสนานเฮฮากันได้โดยไม่รบกวนใคร คนอายุมากๆ แต่เมื่อเข้ากลุ่มเข้าพวกรุ่นราวคราวเดียวกัน อายุก็ไม่สามารถปิดปากพวกเรา ไม่ให้ส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจเหมือนนกกระจอกเข้ารังได้

เพลงพาเราย้อนอดีต

เพื่อนคนหนึ่งสู้อุตส่าห์นำ..กีต้าร์ติดมือไปด้วย เครื่องดนตรีเพียงชิ้นเดียวก็ช่วยทำ..ให้บรรยากาศของงานสนุกสนานขึ้นมาก วันนั้น เพื่อนที่เป็นดนตรีได้เล่นกีต้าร์ประกอบการร้องเพลงของเพื่อนๆ ผมว่าการมีคนเล่นเครื่องดนตรีให้เราร้องเพลงดีกว่าร้องเพลงกันสดๆโดยไม่มีเครื่องดนตรีประกอบ และอาจจะดีกว่าเปิดเครื่องคาราโอเกะ (เปิดคาราโอเกะที่ร้านนั้นต้องเสียเงินพิเศษเป็นพันๆ บาท) เราเล่นดนตรีเอง จะร้องเพลงอะไรก็ได้ คาราโอเกะอนุญาตให้เราร้องเฉพาะเพลงที่มีอยู่ในรายการเท่านั้น

คนรุ่นราวคราวเดียวกับผม เป็นวัยรุ่นเรียนชั้นมัธยมประมาณปลายทศวรรษ 2500 และเริ่มเป็นหนุ่มสาวเมื่อต้นทศวรรษ 2510 นั้น คุ้นชินกับเพลงสุนทราภรณ์ ฟังเพลงลูกกรุงโดยนักร้อง ชรินทร์ นันทนาคร สุเทพ วงศ์กำ..แหง รวงทอง ทองลั่นทม เป็นอาทิ นักร้องเพลงลูกทุ่งที่ฟังกันอยู่ในสมัยนั้น ก็เช่น สุรพล สมบัติเจริญ พร ภิรมย์ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ นักร้องเพลงฝรั่งที่พวกเราคลั่งไคล้คงไม่มีใครเกิน เอลวิส เพรสลีย์ จะเรียกคนรุ่นผมตามเสียงเพลงร่วมสมัยว่าเป็น "รุ่นสุนทราภรณ์" หรือ "รุ่นเอลวิส เพรสลีย์" ก็คงพอจะได้

งานวันนั้น เราร้องเพลงสมัยที่เริ่มเป็นหนุ่มสาวกันอย่างสนุกสนาน พวกเราคุ้นชินกับทุกเพลง พอจะร้องตามกันได้ และที่สนุกยิ่งขึ้นคือ พวกเราเอาเพลงเชียร์ของคณะ เพลงเชียร์-เพลงซึ้งๆ ของมหาวิทยาลัย มาร่วมร้องกัน เพลงเชียร์และเพลงประจำสถาบันเหล่านี้ ชวนให้รำ..ลึกถึงความหลังเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน คิดถึงบรรยากาศเมื่อเราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย เหตุการณ์ในอดีตเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง

ผมกำลังติดตามความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมของตัวเองเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยปลายของชีวิต ผมสังเกตว่า เมื่อเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันมาพบปะสังสันทน์กัน แม้อายุจะสูงขึ้นจนเรียกว่าเป็นผู้สูงวัยได้อย่างเต็มปากแล้วก็ตาม ก็ยังมีพฤติกรรมไม่ต่างไปจากเดิมเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก วัยรุ่น หรือหนุ่มสาว สนุกสนานกันอย่างไรก็จะยังคงเป็นอย่างนั้น ยกเว้นบางคนที่ประสบการณ์ชีวิตทำให้เปลี่ยนบุคลิกไปบ้าง

เมื่ออายุมากขึ้น สังขารก็เสื่อมลง

ผมคิดอยู่เสมอว่า ผู้สูงอายุเปลี่ยนพฤติกรรมไปเพราะ "สังขาร" และ "สังคม" เป็นปัจจัยกำหนด แม้ความรู้สึกนึกคิดจะเหมือนเดิม แต่ผู้สูงอายุก็ทำตามใจไม่ได้ เพราะสังขารหรือสภาพร่างกายของตัวเองเป็นกรอบบังคับไว้ประการหนึ่ง และยังมีสังคมที่กำหนดบทบาทของผู้สูงวัยไว้อีกประการหนึ่ง

สมองเป็นส่วนหนึ่งของสังขาร ผมสังเกตตัวเองว่าสมองของผมทำหน้าที่ถดถอยไปบ้างแล้ว เคยเป็นคนที่จำ..อะไรได้ไวและแม่นยำก็กลับกลายเป็นคนขี้หลงขี้ลืม บทโคลงกลอนอาขยานที่ท่องจำได้ตั้งแต่เด็ก ก็ได้อยู่แค่นั้น อยากจะจำกลอนเพราะๆ อีกสักบทสองบท สมองก็ไม่รับเอาเสียเลย ผมเคยท่องบทสวดมนต์ภาษาบาลีได้หลายบทในเวลาอันรวดเร็วเมื่อสมัยยังหนุ่ม แต่เดี๋ยวนี้ แค่บทสวดสั้นๆ ท่องแล้วท่องอีกก็จำไม่ได้ ผมลืมชื่อคนอย่างน่าเจ็บใจ กระทั่งคนที่เคยสนิทคุ้นเคยกัน เห็นหน้ากันแต่ก็นึกชื่อไม่ออก ผมถามเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ได้ความว่า หลายคนประสบปัญหาความเสื่อมของสมองเหมือนๆ กัน พวกเราจึงลงความเห็นว่าอายุสูงขึ้น สมองย่อมมีความเสื่อมลงบ้างเป็นธรรมดา หลงๆ ลืมๆ ไปบ้างก็ยังดีกว่าเป็นโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ คนแก่ขี้หลงขี้ลืมจึงเป็นเรื่องปกติ

นอกจากสังขารส่วนสมองจะเสื่อมแล้ว สรีระร่างกายของผมก็เสื่อมไปด้วย ตัวผมเองเคยเป็นคนแคล่วคล่องว่องไวเมื่อยังเป็นหนุ่ม เดี๋ยวนี้ สังขารไม่อำนวยให้ผมไวว่องคล่องแคล่วเหมือนเดิมอีกแล้ว เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะต่างๆ ก็เริ่มเสื่อมสภาพลง บางครั้งใจสู้ แต่กายไม่ไหว คำ..สอนของใครต่อใครจึงออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า "แก่แล้วต้องเจียมสังขาร" อายุมากแล้วต้องรู้จักประมาณสมรรถนะร่างกายตน สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ เมื่อก่อน อาจจะกลายเป็นเรื่องยากไปเสียแล้ว ครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ ผมขึ้นไปยืนบนเก้าอี้เพื่อเปลี่ยนหลอดไฟซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเคยทำอยู่บ่อยๆ แต่คราวนี้ การทรงตัวของผมกลับไม่มั่นคงเหมือนก่อน พลาดตกจากเก้าอี้ ซวนเซล้มลงไม่เป็นท่า ดีแต่ว่าร่างกายไม่เป็นอะไร แต่ก็ได้บทเรียนว่า เราต้องเจียมสังขารเสียแล้ว การขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ ไต่บันได ปีนต้นไม้ ออกแรงยกของหนัก เล่นชักคะเย่อ เล่นกีฬาที่ต้องใช้แรงหรือความเร็ว ฯลฯ เหล่านี้ต้องระวัง อย่าอวดเก่งทำ..เองเลย

สังคมกำหนดบทบาทให้ผู้สูงวัย

ผู้สูงวัยจะประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรนั้นบางทีก็ต้องดูสังคมด้วยเหมือนกัน ผมคิดว่าทุกสังคมกำหนดบทบาทให้กับผู้สูงอายุ โดยทั่วไป สังคมจะมองผู้สูงอายุว่าเป็นผู้อาวุโส เป็นผู้มี "วัยวุฒิ" เรียกแบบลำดับญาติก็เป็นปู่ย่าตายาย หรืออาจเป็นถึงทวด เรียกแบบไม่ลำดับญาติก็เป็นถึงแม่เฒ่าพ่อเฒ่า ในสังคมไทยให้ความเคารพนับถือผู้สูงวัย จึงเหมือนว่าสังคมได้วางกรอบให้ผู้สูงวัยประพฤติปฏิบัติตนอยู่แล้ว

คนไทยมีประเพณีขอพรจากผู้สูงวัย สังคมไทยกำหนดให้ผู้สูงวัยมีบทบาทในการให้ศีลให้พรแก่ผู้อ่อนวัย ใครที่มีอายุมากเข้าข่ายเป็นผู้สูงวัยแล้ว ก็ต้องเตรียมพรไว้อวยให้ผู้เยาว์วัยได้เลย เพราะต้องมีโอกาสใช้อย่างแน่นอน ผมเขียนแนะนำให้ผู้กำลังจะสูงวัยเตรียมคำอวยพรไว้ให้คนรุ่นเยาว์ แต่ตัวเองกลับยังไม่ได้เตรียมพรไว้ให้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน สองสามปีที่ผ่านมา เด็กๆ มาขอพรจากผม ผมก็ร้องอวยพรเป็นเพลงว่า "ให้สุขกายสุขใจเหมือนดังน้ำ.ในคงคา ให้สุขกายสุขตาเหมือนดังพระจันทร์วันเพ็ญ สดชื่นเหมือนดังดอกไม้ เมื่อยามน้ำ.ค้างพร่างพรม ให้ทรัพย์สินอุดม ให้พบแต่ความร่มเย็น" (ถ้านึกสนุกขึ้นมา ผมก็จะร้องเพลงอวยพรให้ฟังถึง 3 เที่ยว)

เมื่อผมมีอายุมากขึ้น จนเรียกได้ว่าเป็นผู้สูงอายุเต็มตัวแล้ว ผมก็พยายามประพฤติตนให้เหมาะสมกับบรรทัดฐานของสังคม ผมไม่อยากได้รับบทลงโทษจากสังคม เช่นการถูกประณามหรือถูกแอบนินทาลับหลังว่าเป็น "เฒ่าหัวงู" "ตาแก่บ้ากาม" "ตาแก่ขี้เมา" ฯลฯ ผมอยากเป็นผู้สูงอายุที่มีพรศักดิ์สิทธิ์ที่จะให้แก่ผู้เยาว์ ตอนนี้ ผมก็พยายามยึด "พรหมวิหาร 4" อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นหลักธรรมประจำใจ

ในช่วงเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา ในฐานะประธานคณะกรรมการคัดเลือกแม่ร้อยปีของมหาวิทยาลัยมหิดล ผมมีโอกาสพบ "แม่อายุร้อยปี" ปีละ 2-3 คน ได้พูดคุยกับท่าน และก่อนลาจากกันทุกครั้ง ผมจะได้รับพรจากคุณยายผู้มีอายุหนึ่งร้อยปีขึ้นไป และทุกครั้ง ที่ผมกราบที่ตักท่าน รับพรจากท่าน ผมรู้สึกปิติ เหมือนกับได้รับพรจากพระผู้ทรงศีลอย่างไรอย่างนั้น

"ขอให้พระคุ้มครอง บุญรักษา ขอให้จำเริญ จำเริญ ทรัพย์สินเงินทองไหลมาเทมา"

 

อาทิตย์ 30 สิงหาคม 2558 (ตั้งแต่ประมาณ 6.00 น.)

เช้านี้ผมเดินรับอรุณริมหาดพัทยาเหมือนเช้าวาน บนทางคนเดินเลียบชายหาดที่เว้าเป็นอ่าวจากพัทยาเหนือถึงพัทยากลางเป็นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ทางคนเดินคู่ขนานไปกับถนนที่อีกฝั่งเป็นโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า และบาร์เบียร์ อีกด้านของทางเดินเป็นชายหาด ส่วนที่ติดกับทางคนเดินหลายช่วงมีคันร่มใหญ่ที่ยังหุบอยู่ปักเรียงรายเพื่อเตรียมกางเพื่อรับแขกที่จะมานั่งพักดื่มกิน ตากอากาศ และเล่นน้ำทะเลในตอนกลางวัน

ตามชายฝั่งมีเรือมอเตอร์โบ้ตจอดเรียงราย และห่างจากฝั่งออกไปเป็นเรือสปีดโบ้ตจอดรอนักท่องเที่ยวที่จะออกทะเลเป็นหมู่คณะ

อากาศชายทะเลยามเช้าสดชื่นมีผู้คนออกเดินหรือวิ่งเหยาะๆ เพื่อออกกำลังกายเป็นจำนวนไม่น้อย แต่ก็มีหลายชีวิตเหมือเหลือค้างอยู่ตั้งแต่เมื่อคืน มีชายหญิงยังนั่งล้อมวงกินเหล้ากันไม่เลิก คงติดลมมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เห็นคนปูเสื่อนอนสลบไสลอยู่บนผืนทรายใกล้ทางเดิน

หญิงและสาวประเภทสองหลายคนแต่งตัวเผยสัดส่วนยืนอยู่ข้างทางหรือไม่ก็นั่งอยู่ตามม้านั่ง พวกเธอใช้ทั้งสายตา ท่าทาง และบางครั้งพูดเชิญชวนผู้ชายที่เดินผ่านให้ใช้บริการของตน พวกเธอคงหวังจะได้ลูกค้าที่มีอารมณ์ค้างมาตั้งแต่เมื่อคืน

เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินมากับเพื่อนสาวหยุดยืนหน้าเด็กสาวที่นั่งอยู่อย่างเดียวดาย พร้อมเปิดปากถุงใส่ขนมประเภทโดนัทและพายยื่นให้ ผมเห็นเด็กสาวหยิบขนมพายชิ้นหนึ่งจากถุงนั้น เธอเงยหน้ามองเด็กหนุ่มแล้วยกมือไหว้ เห็นปากเธอพูดเบาๆ 2-3 คำ เดาว่าเป็นเสียง "ขอบคุณมากค่ะ"

หมายเหตุ: เดินออกกำลังกายยามเช้าเมื่อคราวไปประชุมคณะกรรมการ สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระบรม ราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สวท) ณ โรงแรมเอวัน พัทยา 28-30 สิงหาคม 2558